OBD คือ
OBD มาจากคำว่า On-Board Diagnostic เป็นมาตรฐานที่กำหนดขี้นร่วมกันโดย SAE และ ISO โดยกำหนดมาตรฐานวิธีการแลกเปลี่ยนข้อมูลทางดิจิตอลระหว่างระบบคอมพิวเตอร์ ที่ติดตั้งบนรถยนต์ ที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยไอเสีย (Emission) กับเครื่องสแกนข้อมูล ทั้งด้านฮาร์ดแวร์ ซอฟท์แวร์ ตำแหน่งการติดตั้ง รหัสบันทึกความบกพร่องที่ตรวจพบ (Malfunction Indicator Light : MIL) แล้วแสดงออกมาให้คนขับหรือช่างได้รู้ถึงปัญหานั้น
โดยมีผลบังคับใช้สำหรับรถยนต์ที่จำหน่ายในอเมริกาตั้งแต่รุ่นปี 1996 เป็นต้นมา ข้อมูลที่อ่านจากระบบจะบอกให้ทราบถึงสถานะของส่วนต่างๆที่เกี่ยวข้องกับควบ คุมเครื่องยนต์เกือบทั้งหมด รวมทั้งระบบมี ECU ต่อร่วมกันหลายตัวในรถยนต์คันเดียวกันเป็นเน็ตเวิร์ค เช่น บอดี้คอนโทรล แชสซิสคอนโทรล ด้วย
ในปี 1988 The California Air Resources Board (CARB) ได้กำหนดความต้องการไว้ว่า รถยนต์ทุกคันต้องมีระบบที่สามารถแยกแยะปัญหาการขัดข้องที่เกี่ยวข้องกับการปล่อยไอเสีย(emission system) และระบบควบคุมเครื่องยนต์(powertrain system) ซึ่งเรียกว่าระบบ OBD-I
ในขณะเดียวกัน CARB ยังได้กำหนดมาตรฐาน OBD-II ขึ้นมาและให้มีผลบังคับใช้กับรถยนต์ทุกคันในอเมริกา ตั้งแต่ปี 1996 เพื่อจะได้เป็นแนวทางใหม่ให้กับช่างในการแก้ปัญหาการซ่อมเครื่องยนต์และระบบ ควบคุมการปล่อยไอเสีย
ปัจจุบันรถเกือบ ทั่วโลกเป็นรถที่มี OBD ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 1997 แล้ว และถูกปรับปรุงให้ดีขึ้นมาเรื่อย ๆ จาก OBD I เป็น OBD II ส่วนใหญ่รถในบ้านเราที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้เป็นOBD II และถือว่าเป็นกฎหมายที่บังคับใช้เกือบทั่วโลก ยกเว้นในบางประเทศที่ยังไม่มีกฎหมายควบคุม ยกตัวอย่างเช่น ประเทศ Africa หรือ Afghanistan เป็นต้น
OBD ก็คือแผงวงจรคอมพิวเตอร์ที่จะแสดงอาการผิดปกติของเครื่องยนต์ทุก ๆ อย่างไว้อย่างละเอียดแม่นยำ และจะทำหน้าที่เป็นตัวรวบรวมเซ็นเซอร์ทุกจุดไม่ว่าจะเป็นความสมบูรณ์ของการ เผาไหม้ของเครื่องยนต์ซึ่งอาจจะหนาไปหรือบางไป (ส่วนผสมของอากาศกับเชื้อเพลิง) กำลังไฟไม่เพียงพอ น้ำในหม้อน้ำแห้ง หรืออื่น ๆ อีกมาก
แผงวงจรคอมพิวเตอร์นี้จะแสดงความผิดปกติ ตั้งแต่เริ่มเป็นเล็ก ๆ น้อย ๆ โดยมีเครื่องหมายรูปเครื่องยนต์แสดงขึ้นบนหน้าปัดตรงหน้าคนขับ เพื่อให้ผู้ขับขี่ทราบว่ามีอาการผิดปกติเกิดขึ้น และต้องนำรถเข้าศูนย์เพื่อตรวจเช็คต่อไป ความผิดปกติของเครื่องยนต์ทุกอย่าง จะแสดงเป็นรูปเครื่องยนต์สีส้มเดียวกันทั้งหมด ซึ่งต้องอาศัยทางศูนย์เช็กรายละเอียดด้วยเครื่องอ่าน จึงจะทราบได้ว่าเครื่องยนต์ที่ผิดปกตินั้นเป็นอะไร ส่วนที่เป็นประโยชน์มากสำหรับผู้ใช้รถยนต์หรือ ผู้ที่ทำงานเกี่ยวข้องกับการซ่อมรถยนค์ก็คือ การอ่านรหัสผิดพลาดที่ ECU บันทึกไว้ และเตือนให้ผู้ขับขี่ทราบผ่านทางไฟ Check Engine หรือ ใช้สำหรับอ่านค่าอินพุทจากเซ็นเซอร์หรือสถานะต่างๆแบบเรียลไทม์ที่ ECU มองเห็นและใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจและใช้ควบคุมเครื่องยนต์เช่น ความเร็วรอบ ความเร็วของรถยนต์ โหลดของเครื่องยนต์ อุณหภูมิเครื่องยนต์ อุณหภูมิอากาศ Fuel Trim สถานะของระบบควบคุม Open/Closed loop ออกซิเจนเซ็นเซอร์ และอื่นๆอีกมากมาย เพื่อใช้ในการตรวจวิเคราะห์อาการผิดปกติของเครื่องยนต์
อุปกรณ์สำหรับติดต่อกับระบบ OBD มีหลายแบบให้เลือก เริ่มตั้งแต่อุปกรณ์พื้นฐานที่สามารถอ่านและลบรหรัสที่ ECU ตรวจพบและบันทึกไว้เพียงอย่างเดียว ไปจนถึงระดับแอดว้านซ์ที่สามารถคำนวณค่าอัตราการใช้น้ำมันขณะขับรถได้ก็มี ที่นิยมใช้กันมากมักเป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานร่วมกับคอมพิวเตอร์พีซี หรือโน๊ตบุ้คซึ่งสามารถแสดงข้อมูลเป็นและพล็อตกราฟได้ และอุปกรณ์ที่ต่อร่วมกับเครื่อง Palm และ Pocket PC
ทั้งนี้ เดิม OBD เคยเป็นอุปกรณ์สำหรับรถหรูราคาแพง แต่ปัจจุบัน OBD กลายเป็นอุปกรณ์มาตรฐานที่รถทุกคันต้องมีไปแล้ว
เนื่อง จาก OBD-II มีผลบังคับใช้ในประเทศเอมริกาในปี 1996่ จากประโยชน์ที่ได้รับ ทำให้บริษัทผู้ผลิตรถยนต์ ต่างๆนำมาใช้กับรถยนต์ที่จำหน่ายนอกประเทศอเมริกาด้วย แต่อาจช้ากว่าอเมริกาบ้าง ประเทศทางแถบยุโรปได้กำหนดมาตรฐาน EOBD ขี้นมาการเหมือนกัน
OBD-II ที่ติดตั้งในรถยนต์มีอยู่ห้าโปรโตรคอล ได้แก่ J1850 PWM (ค่าย Ford), J1850 VPW (ค่าย General Motors), ISO9141-2 (ค่ายญี่ปุ่น-ยุโรป), ISO14230-4 (หรือ Keyword Protocol 2000), และล่าสุด ISO15765-4/SAE J2480(ยุโรป) (CAN เอมริกายอมให้ใช้ระบบนี้ตั้งแต่ปี 2003 ก่อนหน้านี้ไม่ยอม) ็มีเหมือนกันที่รถยี่ห้อเดียวกัน แต่ใช้โปรโตรคอลหลายแบบ โดยโปรโตคอลที่ต่างกันจะไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เพราแตกต่างกันทั้งด้าน ฮาร์ดแวร์ ระดับสัญญาทางไฟฟ้า และซอฟท์แวร์หมายความว่า หากมี เครื่องสแกน OBD-II สำหรับโปรโตรคอลหนึ่ง ก็ไม่สามารถใช้กับอีกโปรโตรคอลหนี่งได้ มีเครื่องสแกนบางรุ่นที่สามารถใช้ได้หลายโปรโตรคอลจำหน่ายเหมือนกัน แต่ราราคาค่อนข้างสูง
จะรู้ได้อย่างไรว่ารถคันนั้น ๆ เป็นรถ OBD II ?
เราสามารถสังเกตด้วยวีธีง่าย ๆ 2 วิธี คือ
• รถที่เป็น OBD II นั้น จะต้องมี MAF (MASS AIR FLOW SENSOR) หรือ MAP (MANIFOLD ABSOLUTE PRESSURE SENSOR) อย่างใดอย่างหนึ่ง MAF นั้น จะติดตั้งอยู่ตรงกรองอากาศผ่านไส้กรองมาแล้ว ส่วน MAP นั้นจะอยู่แถว ๆ ก่อน THROTTLE (ลิ้นปิด-เปิดอากาศ) หรือ แถว ๆ นั้น จะมองเห็น SOCKET ที่มีสายไฟตั้งแต่ 2 เส้น - 5 เส้นเสียบอยู่ ทั้ง 2 ชนิดนี้ เป็นระบบ FUEL INJECTION ทั้งสิ้น MAF ส่วนใหญ่มี COIL OVER PLUG หรือตัวจุดระเบิดอยู่เหนือหัวเทียนแต่ละตัว จะมองไม่เห็นจานจ่าย ส่วน MAPนั้น คล้าย ๆ กัน แต่อาจจะเห็นตัว COIL เป็นก้อนสี่เหลี่ยมสีดำ ๆ ติดอยู่กับข้างตัวเครื่องยนต์มีทั้ง SINGLE และ DOUBLE END COIL ที่มองไม่เห็นจานจ่ายเช่นกัน สำหรับรุ่นแรก ๆ ของ OBD นั้นอาจมีจานจ่ายแต่ไม่สามารถปรับแต่งองศา (TIMING ADVANCE) จุดระเบิดได้ ที่แน่ ๆ รถ OBD II นั้นต้องเป็น DISTRIBUTORLESS คือไม่มีจานจ่ายให้เห็น
• ดูที่กล่อง COMPUTOR หรือที่เราเรียกกันติดปากว่า ECU นั้นว่ามี สายพ่วงติด SOCKET ที่เอาไว้ตรวจเช็คความผิดปกติของเครื่องยนต์หรือไม่ SOCKET ตัวนี้ให้นับดูว่ามี 16จุดต่อไหม หากเป็น 16 จุดต่อให้แน่ใจได้เลยว่าเป็นรถ OBD II อย่างแน่นอน ส่วนใหญ่จะวางตำแหน่งอยู่ใต้ลิ้นชักด้านคนนั่ง แตกต่างกันออกไปแล้วแต่ยี่ห้อของรถ หรือที่เรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า SIXTEEN PIN CONNECTOR
เมื่อเรารู้ว่ารถเป็น OBD II แล้วให้เข้าใจว่ารถของเรานั้นเป็นรถที่มีเครื่องยนต์คุณภาพชั้นเยี่ยม ซึ่งมี COMPUTOR ควบคุมเครื่องยนต์ให้เผาไหม้มีประสิทธิภาพสูงสุดโดยมีSENSOR รับข้อมูลและส่งข้อมูลไปยัง COMPUTOR SENSORS ที่สำคัญที่สุดคือ เราไม่มีทางที่จะ TUNE เครื่องหรือปรับแต่งด้วยมือแม้แต่น้อย ต้องใช้ COMPUTOR และSOFTWARE เฉพาะรถยี่ห้อและรุ่นนั้น ๆ TUNE อย่างเดียว หากมีอะไรเสียไม่มีซ่อม เปลี่ยนใหม่อย่างเดียว กล่อง COMPUTOR หรือ ECU และตัว SENSOR เหล่านี้ถึงได้แพงนักหนา
ข้อมูลที่ได้จากอุปกรณ์ OBD-II แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆคือ
1. DTC (Diagnostic Trouble Code) หมายถึง รหัสวิเคราะห์ปัญหา ซึ่งใช้ในการคาดคะเนความเสียหายที่เกิดขึ้น เช่น เมื่ออ่านรหัสวิเคราะห์ปัญหาเป็นรหัส P0068 ตามมาตรฐานที่กำหนดก็จะหมายถึงว่า อุณหภูมิน้ำมันเชื้อเพลิงสูงเกินไป เป็นต้น
2. ข้อมูลการทำงานแบบ Real-time เป็นข้อมูลที่ได้จากตัวตรวจจับการทำงานของเครื่องยนต์เพื่อใช้วัด ประสิทธิภาพการทำงาน หรือใช้เพื่อประมวลความเสียหายประกอบกับรหัส DTC หรือ ข้อมูลอื่นๆ เช่น ความเร็วรอบเครื่องยนต์ อุณหภูมิหม้อน้ำ แรงดันคอมมอลเรล ปัญหาที่เกิดขึ้นเกิดขณะรถกำลังวิ่งหรือไม่ (รถแต่ละรุ่นแต่ละยี่ห้อก็จะมีค่าที่แตกต่างกันออกไป)
3. ข้อมูลการทำงานแต่ละช่วงเวลา เป็นการอ่านข้อมูลแบบ Real-time ใน ช่วงต้นของรอบเวลา และ ล็อกข้อมูลนั้นไว้จนครบรอบของเวลา ก่อนที่จะอ่านข้อมูลอีกครั้งข้อมูลที่ได้นี้จะใช้สำหรับประกอบการปรับแต่งการทำงานของเครื่องยนต์
OBD-II โปรโตคอล
วง การอุตสาหกรรมรถยนต์ได้ร่วมมือกับ The Society of Automotive Engineers (SAE) เพื่อกำหนดมาตรฐานทางเทคนิคและกฏข้อบังคับสำหรับ OBD-II ขึ้นมา โดยมาตรฐานนี้จะเป็นการกำหนดรูปแบบของข้อมูลที่ใช้ติดต่อสื่อสารกัน วิธีการในการทดสอบ รวมถึงการกำหนดรหัสวิเคราะห์ปัญหาให้เป็นรหัสที่สามารถใช้ได้เหมือนกันหมดโดยที่ไม่ขึ้นอยู่กับยี่ห้อ หรือรุ่นของรถ
มาตรฐานการสื่อสารหรือโป รโตคอลที่ใช้ในอุปกรณ์ OBD-II มีการปรับแต่งหรือเพิ่มเติมเพื่อใช้แต่ละค่ายรถยนต์ แต่พอสรุปรวมได้เป็น 4 กลุ่มใหญ่ๆ คือ
1.ISO 9141 มีความเร็วในการรับส่ง 10kb/s ใช้กับรถยุโรปและรถญี่ปุ่นส่วนใหญ่
2.J1850 PMW(Pulse Width Modulation) มีความเร็วในการรับส่ง 100kb/s ใช้ในรถฟอร์ดและมาสดา
3.J1850 VPM (Variable Pulse Modulation) มีความเร็วในการรับส่ง 100kb/s ใช้กับรถในเครือจีเอ็ม
4.CAN (Controller Area Network) มีความเร็วในการรับส่ง 1-10Mb/s ใช้กับรถที่จะออกในปี 2008 โปรโตคอลที่ต่างกันจะไม่สามารถใช้งานร่วมกันได้ เพราแตกต่างกันทั้งด้าน ฮาร์ดแวร์ ระดับสัญญาทางไฟฟ้า และซอฟท์แวร์
จุดต่อ OBD-II อยู่ตรงไหน
ลักษณะของปลั๊ก OBD-II จะเป็นมาตรฐานเดียวกันหมดโดยมีการกำหนดขาต่อใช้งานดังนี้
Type A : ตำแหน่งที่ติดตั้ง DLCs ตาม J1962 กำหนดให้ติดตั้งด้านคนขับ ห่างจากบริเวณหน้าปัดไม่เกิน 300 มม. ที่สามารถเข้าถึงได้ง่าย แนะนำว่าควรอยู่ระหว่างพวงมาลัยและเส้นแบ่งกึ่งกลางรถ
Type B : ตำแหน่งที่ติดตั้ง DLCs ตาม J1962 กำหนดให้ติดตั้งด้านผู้โดยสารหรือผู้่ขับ ที่เข้าถึงได้ง่าย Type B DLC
โดยทั่วไป การสังเกตที่ DLC โดยดูตำแหน่งและจำวนขั้วต่อหน้าสัมผัสระหว่างคอนเนคเตอร์
สามารถบอกได้ว่ารถคันนั้นใช้โปรโตรคอลอะไร ดังตาราง
นอก เหนือจากขา 2, 7, 10, แล้ว 15 ที่ DLC คอนเนคเตอร์ขา 4 คือกราวน์ตัวถัง, ขา 5 คือกราวน์สัญญาณ และขา 16 ไฟบวกจากแบตเตอรี่ ดังนั้นสรุปเป็นโปรโตรคอลต่างๆได้ดังนี้
* PWM DLC คอนเนคเตอร์จะต้องมีหน้าสัมผัสทีี่ขา 2, 4, 5, 10, 16
* VPW DLC คอนเนคเตอร์จะต้องมีหน้าสัมผัสทีี่ขา 2, 4, 5, 16 แต่ไม่มีที่ขา10
* ISO DLC คอนเนคเตอร์จะต้องมีหน้าสัมผัสทีี่ขา 4, 5, 7, 16 ส่วนขา 15 อาจมีหรือไม่มีก็ได้
* CAN DLC คอนเนคเตอร์จะต้องมีหน้าสัมผัสทีี่ขา 4, 5, 6, 14, 16
*แก้ไขเมื่อ: 5/12/2553 22:59:30
*แก้ไขเมื่อ: 5/12/2553 23:00:54
*แก้ไขเมื่อ: 14/12/2553 20:47:36
ที่มา ต้องขออภัยด้วยค่ะที่จำที่มาไม่ได้ นำมาจากเว็บบอร์ดสักแห่งหนึ่ง
อย่างไรก็ตามขอขอบคุณเจ้าของบทความเป็นอย่างมากค่ะ

หน้าแรก
บล็อก
ดาวน์โหลด
คำถามที่พบบ่อย
บริการ
บทความ
รวมผลงานการติดตั้ง
รับสมัครงาน
ติดต่อเรา 




